สัมภาษณ์สมาชิก Corporate Club
บทสัมภาษณ์ คุณโชคชัย วลิตวรางค์กูร,

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท แลนด์แอนด์เฮาส์ จำกัด (มหาชน) โดย ดวงเดือน อีแกน
ถาม: เมื่อพูดถึง แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ต้องการสื่อถึงอะไร
ตอบ: โดยหลักการนะครับ บริษัทมีปรัชญาในการทำที่อยู่อาศัยที่ดีอยู่แล้วให้มีคุณภาพ ในแง่ของนโยบาย ก็คือ ทำที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และก็พัฒนาไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพโครงการ การเลือกแบบบ้านให้เหมาะสมกับลูกค้าถาม: ปรัชญาในเรื่องคุณภาพบ้านนั้น มีประเด็นไหนบ้างที่
รวมอยู่ในคำนี้
ตอบ: มาจากว่า คนเราต้องอยู่อย่างไรถึงจะสุขสบาย ก็มีการคิดไปเรื่อยๆ ว่า บ้านแบบไหนที่จะเหมาะกับเมืองไทย จริงๆ แล้วโดยพื้นฐานบ้านในสังคมไทยจะมีบ้านไม้เป็นหลัก แต่ปัจจุบันไม้ก็เริ่มจะหมดไป พอเราเอาแบบของฝรั่งเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นยูโรเปี้ยน เป็นฮิบบรูพ ก็พบว่ายังไม่เหมาะกับเมืองไทยนัก ชายคาจะสั้น ไม่มีกั้นสาดหรือถึงมีก็จะน้อย ตรงนี้เราก็เอามาประยุกต์เพื่อให้มีความเป็นไทย และก็มีฟังก์ชั่นในเรื่องการใช้งานด้วย ซึ่งตรงนี้แหละครับที่เราคิดพัฒนาในแต่ละโครงการมาโดยตลอด คงไม่ใช่คิดปีเดียวแล้วจบ คือพัฒนาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของเรา
ส่วนเรื่องพัฒนาความเป็นอยู่ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ในเรื่องของอ่างอาบน้ำ เรานำเข้ามา 100% ปรากฎว่า คนไทยเช้าก็ตื่นรีบไปทำงาน ก็ยืนอาบในอ่าง สุดท้ายแล้วเราดูพฤติกรรมลูกค้า ก็คิดว่า ถ้ามีที่นั่งอาบน้ำได้ก็น่าจะดีนะ ก็เลยเอาอ่างอาบน้ำออก แล้วก็พัฒนาให้เป็นที่นั่งอาบ อันนี้คือประโยชน์ที่ได้ใช้จริงเลย อันที่สอง สังคมไทยเราเป็นสังคมที่ไม่ได้ตัดขาดจากผู้ใหญ่ หรือแยกครอบครัวออกไปเลย เท่าที่เราได้ทำวิจัยพบว่า ผู้ใหญ่หกล้มในห้องน้ำเยอะมาก พอเราทำเป็นที่นั่งอาบ คนที่อยู่บ้านก็ได้ใช้ด้วย พ่อแม่ที่มาพักอาศัยอยู่ก็ได้ใช้ได้ด้วย หากจะพูดคร่าวๆ สองสามอย่างก็คือ เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เราก็ดูว่าอิฐมอญที่ก่อกันอยู่เนี่ยมีวัสดุอะไรที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง เอามาแทนกันได้ เราก็พบว่ามีเทคโนโลยีจากเยอรมันที่เรียกว่า คิวคอน (Q Con) เป็นกรรมวิธีที่ช่วยกันเสียง กันแดด กันไฟ กันอะไรได้หลายอย่าง โดยมีความแข็งแรงทนทานไม่แพ้อิฐมอญ เราก็นำเข้ามาใช้ ทั้งๆ ที่มีต้นทุนสูงกว่าอิฐมอญ
ถาม: แล้วในส่วนของบริการหลังการขายมีหลักการอย่างไรบ้าง
ตอบ: เรื่องนี้ขอเรียนว่าเราเองก็เรียนผิดเรียนถูกมาตลอดนะครับ เราใช้พื้นฐานว่าลูกค้าจากโครงการแรกไปจนโครงการที่หนึ่งร้อยในปัจจุบัน โครงการแรกเลยมีความต้องการอย่างไร แล้วเราก็ทำการพัฒนาเข้าไปเรื่อยๆ บริการหลังการขายเริ่มจากว่า เราเตรียมสิ่งที่เป็นเบื้องต้นให้ลูกค้าก่อน บางอย่างหากเราไม่ได้เตรียมตั้งแต่ต้นเราจะเติมไปแก้ไขในตอนหลังไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เมืองไทยเป็นเมืองร้อน แต่ปรากฎว่าหมู่บ้านในอดีตไม่มีต้นไม้เลย เราก็เลยเริ่มจากต้นไม้ก่อน ให้ความเป็นอยู่สบาย พอเติมต้นไม้เสร็จ เราก็มาดูถึงระบบที่ลูกบ้านจะอยู่สบาย อันนี้พูดถึงนอกจากตัวบ้านไปแล้วนะครับ เมืองไทยเจอปัญหาอะไรบ้าน อย่างเรื่องน้ำท่วม ทุกโครงการของเราก็จะถมที่ให้สูงกว่าถนนสาธารณะข้างนอกประมาณ 1-2 เมตร ต้นไม้ที่เตรียมให้ พอต้นไม้โตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่ สามคือ ระบบการจัดการ ซึ่งเราให้ลูกบ้านได้เรียนรู้จากเราในการดูแลตัวเอง คือ เรามีการให้ข้อมูลบริษัทที่รับจ้างจัดสวน ตกแต่งสวน เรื่องรักษาความปลอดภัย ช่างที่เข้ามาดูแลงานต่อเติมซ่อมแซม ฯลฯ ให้ได้แหล่งงานคุณภาพและราคาที่เหมาะสม แล้วเราก็สอนลูกบ้านในเรื่องการบริหารจัดการด้วยว่า จะจัดทำระบบจัดเก็บค่าบริการสาธารณะอย่างไร ราคาที่เหมาะสมแต่ละหลังควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ตรงนี้แหละคือสิ่งที่เราสอนกันมาเรื่อยๆ นอกเหนือจากบริการฟรีหนึ่งปีนับจากวันส่งมอบบ้านซึ่งเป็นภาระความรับผิดชอบของเรา พอจบภาระแล้วเราก็สอนเรื่องเหล่านี้ถาม: แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมแค่ไหน
ตอบ: พอเราเข้าไป อย่างน้อยๆ ก็มีเรื่องของการทำลายขึ้นแน่นอน การพัฒนามาคู่กับการทำลายเสมอ เราก็คุยกับผู้รับเหมาะว่าเขาต้องรับผิดชอบต่อบริเวณรอบๆ โครงการด้วย ต้องจัดเก็บให้ดี หากไม่จัดเก็บให้ดีเราก็จะตักเตือน บางครั้งเราจัดเก็บเองหากเขาไม่สามารถทำได้ดีพอ และเรามีมาตรการในเชิงบังคับมาปรับใช้ เพราะการก่อสร้างทั่วไปบางทีก็จะไม่ค่อยดูแสสภาพภายนอก ก็จะมีรถดิน ทำดินตก ถนนเสียหายเยอะแยะ ทำถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ นี่คือสิ่งที่เราพัฒนามาโดยตลอด ประการต่อไปก็คือ เรามีโครงการที่ดูแลลูกหลานคนงาน ซึ่งก็ทำมานานแล้ว โดยนำลูกของคนงานมารวมกันแล้วก็สอนหนังสือ ให้ความรู้ อันนี้คือสิ่งที่เราทำไว้ ส่วนกับรอบข้าง บริเวณโครงการจะมีความร่วมมือกันอย่างไร หากมีโรงงานก็จะช่วยกันกำจัดมลพิษ เช่น บางโรงงานอาจจะเคยทำแบบไม่ถูกต้องนัก ในระบบการกำจัดมลพิษรอบๆ แต่หากลูกค้าเราร้องเรียนเข้ามา เราก็จะไปช่วยเจรจา ซึ่งเราจะดูแลเรื่องพวกนี้ให้กับลูกบ้านของเราด้วย ตรงนี้ก็คือ เป็นเรื่องการพัฒนา ดูแลสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน อะไรก็ตามที่เราเข้าไป หากเป็นที่รกร้าง เราก็จะจัดการให้หมดไป ถ้าไม่ไปกระทบกระเทือนใครเราก็จะจัดการโดยทันทีบางที่เราไปเจอเมรุเผาศพมีทั้งควันและผงละออง ซึ่งหากเราเข้าไปช่วยเขาพัฒนาระบบในการเผาให้ไม่มีควันหรือเศษเถ้า โดยอาจต้องใข้เงินถึง 2-3 ล้านบาท เพื่อจะช่วยให้เขาดีขึ้น อันนี้เราก็ทำมาแล้ว ถนนเราก็ทำให้ฟรี บางที่อยู่มา 10 ปี 20 ปี ถนนสาธารณะไม่มี งบประมาณไม่มา เราเองบางทีก็ทำถนนคอนกรีตเสริมเหล็กให้เป็นกิโลเมตรเลย ก็คือ เพื่อให้ลูกบ้านเราเดินทางสะดวก ถามว่าลูกบ้านเราใช้ผู้เดียวมั้ย ไม่ใช่ คนแถวนั้นก็ได้ใช้หมดเลย นี่คือ การพัฒนาที่ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ
ถาม: ยินดีจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการดูแลลูกบ้านและสังคมให้กับสมาชิกในคลับที่สนใจหรือไม
ตอบ: ด้วยความยินดีและเต็มใจครับถาม: นโยบายด้าน CSR ของ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ: จริงๆ ตรงนี้ยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนนะครับ ต้องเรียนแบบนี้ว่า ถ้าบอกว่าชุมชนที่ได้รับเนี่ย เรื่องสร้างศาลาที่พักรอรถโดยสารเราก็ทำ แต่ไม่ได้ทำต่อเนื่อง หากสิ่งไหนที่เรายังไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์โดยตรงเราก็ไม่ได้ทำมาก แต่หากเป็นการสร้างสะพานลอย สร้างสะพานข้ามคลองเนี่ย อันนี้เราทำเยอะครับ แต่จะให้ไปทำอะไรที่เรายังมองไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนจริงหรือเปล่า อันนี้ในเชิงนโยบายเราก็จะยังไม่ได้ทำถาม: ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของลูกบ้าน มีวิธีการที่จะรณรงค์ สร้างจิตสำนึกให้ลูกบ้านมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
ตอบ: เรื่องการรณรงค์ต้องมองสองด้าน คือ ผมมองเรื่องผลที่จะสำเร็จด้วยเพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ บางทีเราหยิบยกไปทำก่อน
ก็อาจไม่ประสบความสำเร็จแต่เรื่องรณรงค์สามารถทำได้อยู่แล้วในฐานะที่เราใกล้ชิดกับลูกค้า อย่างไรก็ตามผมจะดูผลที่ออกมาด้วย สมมติว่า บางช่วงหากภาครัฐมีการประชาสัมพันธ์ในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ การที่แลนด์ฯ จะหยิบยื่นประเด็นดังกล่าวไปทำร่วมมือกับลูกบ้านก็จะเกิดขึ้นได้เร็ว แต่หากเงียบๆ แล้ววันดีคืนดีแลนด์ฯ ก็รณรงค์เชิญชวนลูกบ้านบอกให้มารักษาสภาพแวดล้อมกันเถอะ ซึ่งลูกบ้านอาจจะฟังแล้วเฉยๆ ไม่ได้ให้ความร่วมมือก็ได้ แต่ผมจะอาจจะประชาสัมพันธ์ แจกแผ่นพับไปเป็นแสนบ้านก็ได้ แต่ผลสำเร็จมันก็อาจจะไม่มีอะไร บางช่วงที่รัฐบาลเอง กระทรวงสาธารณะสุขเคยมาคุยกับเราอยากจะรณรงค์เรื่องสุขภาพไปสู่ชุมชน เรารีบทำเลย เพราะอย่างน้อยๆ รัฐบาลได้พูดมาแล้ว เราก็หยิบเอาตรงนี้มาเป็นจุดเริ่มต้นแล้วก็ทำ เราเคยทำในเรื่องของการออกกำลังกาย แอร์โรบิค ไทเก็ก เราทำไปได้ 6-7 หมู่บ้าน บังเอิญโชคไม่ดีที่ความต่อเนื่องของภาครัฐไม่มี มีการเปลี่ยนรัฐบาล ก็เลยหยุดไป แม้กระทั่ง เอาเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อลูกบ้าน ลูกบ้านสร้างมลภาวะที่ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น เลี้ยงสุนัขแล้วปล่อยให้ไปถ่ายมูลนอกบ้านตัวเอง เราก็มีการจัดอบรมเรื่องนี้ด้วย ทั้งฉีดวัคซีนให้ฟรีด้วย หรือจัดกิจกรรมวาดรูป ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกบ้านด้วยดี มันอยู่ที่กิจกรรมนั้นๆ น่ะอะไรเป็นที่สนใจของลูกบ้าน หรือทั่วไปเรียกว่า “ กระแส ” นั่นเอง
ถาม: มีมุมมองต่อ NGO อย่างไรบ้าง และมุมมองต่อ WWF เป็นอย่างไร
ตอบ: NGO ในโลกนี้มีเยอะมาก กับ NGO ทั่วๆ ไปเนี่ย บางทีรู้สึกว่าความชัดเจนไม่เกิด แล้วอาจมีเรื่องของผลประโยชน์บางด้านเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็อาจจะไม่พร้อมที่จะทำงานด้วยแต่สำหรับ WWF เราดูแล้วมีความเชื่อในศักยภาพที่จะพัฒนาไปตามเจตนารมย์ของผู้ก่อตั้ง เราก็เลยตัดสินใจเข้าจับมือ ทำงานด้วย การร่วมมือ ก็แสดงให้เห็นถึง ความจำนงหรือสิ่งที่อยู่ในใจเราว่าจริงๆ แล้ว เราคิดดีหรือไม่ดีกับองค์กรนี้
