ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร
ความเป็นมา
เกิดจากความร่วมมือของ 3 ฝ่าย อันได้แก่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ , บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ WWF ประเทศไทย ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ด้านธรรมชาติในระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย โดยวางแผนการดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาที่สามารถสนองต่อกระแสพระราชดำรัสด้านการศึกษาซึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงแสดงวิธีการศึกษาเรียนรู้ไว้ดังนี้" ลักษณะของการศึกษา หรือการเรียนรู้นั้นมีอยู่สามลักษณะได้แก่ เรียนรู้ตามความคิดของผู้อื่นอย่างหนึ่ง เรียนรู้ด้วยการขบคิดพิจารณาตนเองให้เห็นเหตุผลอย่างหนึ่ง กับเรียนรู้จากการปฏิบัติฝึกฝนจนประจักษ์ผล และเกิดความคล่องแคล่วชำนาญอีกอย่างหนึ่ง การเรียนรู้ทั้งสามลักษณะนี้ จำเป็นต้องกระทำไปด้วยกันให้สอดคล้อง และอุดหนุนส่งเสริมกันจึงจะช่วยให้เกิดความรู้จริงพร้อมทั้งความสามารถที่จะนำมาใช้ทำการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้" ( 25 มิถุนายน 2524)
การจัดตั้ง “ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร ” จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการจัดการศึกษา มีบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential Learning) การสอนแบบนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Student Centered) หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centered) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ระบบนิเวศเกษตร ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุลในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง เกิดเป็นความตระหนักที่จะร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เอื้อประโยชน์ทั้งต่อการพัฒนา และการอนุรักษ์ได้อย่างสมดุลในการที่จะนำไปสู่หลักการบริหารจัดการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ( Sustainable Development )
ศักยภาพพื้นที่
บริเวณรายรอบกลุ่มอาคารพิพิธภัณฑ์ฯ เนื้อที่ 80 ไร่ แสดงให้เห็นผ่านทางดัชนีความอุดมสมบูรณ์ทางนิเวศ มีลักษณะเป็นทุ่งโล่ง และทุ่งหญ้าสลับป่าละเมาะที่กำลังฟื้นตัว มีระบบคลองชลประทาน บึงน้ำมีน้ำตลอดปี และพื้นที่บางส่วนจะมีน้ำท่วมขังเฉพาะในช่วงฤดูฝน อันเป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับระบบนิเวศที่ราบลุ่มภาคกลาง และต่อเนื่องกับพื้นที่แปลงนาทดลองพันธุ์ข้าว ทั้งยังเป็นแหล่งอนุบาลลูกนก เช่น นกแอ่นทุ่งใหญ่ (Oriental pratincole, Glareola maldivarum ) ซึ่งอพยพมาเพื่อผสมพันธุ์ (Breeding visitor) นกกระจาบทอง (Asian golden weaver, Ploceus hypoxanthus ) ที่มีสถานภาพน่าเป็นห่วงต่อการสูญพันธุ์ (Near threatened: IUCN 2004) และในบึงน้ำ ยังสามารถพบปลาซิวหนู ( Boraras urophthalmoides ) ปลาตัวเล็กที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยค่อนข้างเฉพาะเจาะจง พบตามแหล่งน้ำนิ่งเป็นกรดเล็กน้อย มีหญ้า และพืชน้ำหนาแน่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญต่อการรักษาสมดุลธรรมชาติและระบบนิเวศในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางหลักสูตร
แผนงานหลักของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร มุ่งเน้นในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมสิ่งแวดล้อมศึกษาที่สามารถบูรณาการเพื่อการจัดการเรียนรู้ในระดับ โรงเรียนและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดประมวลเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ภายในโครงการประกอบด้วย 1) หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพในการทำงานร่วมกัน- หลักสูตรการศึกษาความหลากหลายของสัตว์ในที่ราบลุ่มภาคกลาง
- หลักสูตรการศึกษาคุณภาพน้ำ และผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราบลุ่ม
- หลักสูตรการเรียนรู้ระบบนิเวศป่าที่ราบลุ่มภาคกลาง
- หลักสูตรการศึกษาระบบนิเวศบึงน้ำ และระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ
- หลักสูตรการศึกษาคุณภาพดิน และผลกระทบจากการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ราบลุ่ม
- หลักสูตรการศึกษาความหลากหลายพรรณพืชในที่ราบลุ่มภาคกลาง
- หลักสูตรการศึกษาระบบนิเวศเกษตร เกษตรยั่งยืน เกษตรทฤษฎีใหม่
หมายเหตุ
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและระบบนิเวศเกษตร เดิมชื่อ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติรังสิต อันเกิดจากความร่วมมือของ 3 ฝ่าย อันได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ต่อมาได้ย้ายสถานที่จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มาเป็นพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและ
ระบบนิเวศเกษตร"



