โครงการเพื่อการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติปางสีดา



รายงานผลการประเมินความต้องการในการฝึกอบรม

โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อความร่วมมือ ในการอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติปางสีดา

หลักการและเหตุผล

ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย อุทยานแห่งชาติปางสีดา เป็นพื้นที่ป่าสำคัญของผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ซึ่งเป็นผืนป่าใหญ่ที่ทอดตัวยาวตั้งแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังทางตะวันตกเฉียงใต้ และครอบคลุมเนื้อที่ถึง 6,155 ตารางกิโลเมตร ลักษณะของป่าเป็นป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขาระดับต่ำ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ยังเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของประชากรช้างป่า หมีคนและหมีควาย เสือ กระทิง และวัวแดง อุทยานแห่งชาติปางสีดาได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 มีพื้นที่ 844 ตาราง กิโลเมตร ตั้งอยู่ในจังหวัดสระแก้ว ทางตอนเหนือมีพื้นที่ติดต่อกับอุทยานแห่งชาติทับลาน และทิศตะวันออกติดต่อกับอุทยานแห่งชาติท่าพระยา ปางสีดานับได้ว่าเป็นป่าผืนหนึ่งที่ยังอุดมสมบูรณ์และยังไม่ถูกรบกวนโดยมนุษย์ ซึ่งในประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอย่างนี้เหลืออยู่ไม่มากนักในปัจจุบัน

พื้นที่เกือบทั้งหมดของปางสีดาเป็นภูเขาสูง และเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญหลายสาย พื้นที่ป่ายังสมบูรณ์อยู่ถึง 95 % แต่ก็พบการใช้พื้นที่ป่าตามแนวเขตอุทยานเพื่อการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์บ้าง ปางสีดามีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพซึ่งมีมูลค่าทั้งทางเศรษฐกิจ มีคุณค่าทางภูมิปัญญาและทางสังคม เช่น พืชสมุนไพร และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด นก และสัตว์เลื้อยคลานทั้งที่ค้นพบแล้วและที่ยังรอการค้นพบก็คาดว่าจะมีอีกมาก

ปัญหาในพื้นที่
ก่อนหน้าการประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี 2540 นับหลายทศวรรษมาแล้ว ที่ชุมชนท้องถิ่นถูกตัดขาดออกจากการเกี่ยวข้องใดๆ ในการจัดการทรัพยากร และการจัดการพื้นที่อนุรักษ์และอุทยานก็ถูกมองว่าเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิและการปราบปรามเป็นหลัก ดังนั้น กว่า 40 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานทั้งประเทศจึงต้องถืออาวุธและลาดตระเวนตลอดเวลา ทำให้มีปัญหาและความขัดแย้งกับชาวบ้านในท้องถิ่นมาโดยตลอด

จากความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ จึงเป็นการยากมากที่ทั้งสองฝ่ายคือ เจ้าหน้าที่อุทยาน และตัวแทนชุมชนจะมีโอกาสพูดคุย ปรึกษาหารือร่วมกันในประเด็นการจัดการป่าอนุรักษ์ที่สำคัญต่างๆ เช่น การพึ่งพิงและการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน การลักลอบล่าสัตว์หรือตัดไม้ การกำหนดเขตพื้นที่อนุรักษ์และการบุกรุกพื้นที่ หรือโอกาสของชุมชนในด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ดังนั้นจุดมุ่งหมายหลักของโครงการจึงอยู่ที่การสร้างการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ และเปิดเวทีให้ทั้งเจ้าหน้าที่และชุมชนได้มีโอกาสจัดการทรัพยากรป่าร่วมกัน โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการอนุรักษ์ควบคู่ไปกับคำนึงถึงความจำเป็นในการดำเนินชีวิตของคนรอบผืนป่า ซึ่งจะเป็นประตูนำสู่การแก้ปัญหาการจัดการป่าอย่างยั่งยืนต่อไป

แม้ว่าจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในปี พ.ศ. 2541 แล้วก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่อนุรักษ์และประชาชนในท้องถิ่นก็ยังไม่ได้ประสานความร่วมมือกันเท่าที่ควร และความขัดแย้งก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติและการใช้ป่าอย่างไม่ยั่งยืนในอนาคต หากแนวความคิดที่ว่าป่าอนุรักษ์จะได้รับการปกป้องหากมีการคำนึงถึงคนที่อยู่รอบป่าด้วยเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับ การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่อุทยานและประชาชนรอบป่า และท้ายที่สุดเพื่อให้วัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์นี้เป็นจริง การฝึกอบรมให้คนที่เกี่ยวข้องกับป่า อันได้แก่ เจ้าหน้าที่อุทยาน ผู้นำชุมชน และบุคลากรการศึกษาในระดับพื้นที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักบทบาทของตนก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและการจัดการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ


WWF มีความตั้งใจที่จะเสริมสร้างศักยภาพ ให้กับเจ้าหน้าที่อุทยานเพื่อให้สามารถสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นในการจัดการอุทยานได้ (ทักษะการจัดการแบบมีส่วนร่วม) โดยทักษะที่ได้รับการฝึกอบรมนี้เจ้าหน้าที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันทีผ่านกิจกรรมหลากหลายกับชุมชน ซึ่งโครงการคาดหวังว่าทักษะเหล่านี้จะเป็นทักษะที่ใช้ในระดับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่อุทยาน โดยเมื่อโครงการเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก็จะมีหน่วยเผยแพร่และประสานงานชุมชน( Outreach Unit ) จะยังคงปฏิบัติกิจกรรมเหล่านี้ต่อไปโดยใช้งบประมาณที่ได้จากรัฐบาล โดยแบ่งเป็น

ระยะโครงการที่ 1 : ฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ( เจ้าหน้าที่ อช. ปางสีดา, ผู้นำชุมชน, ครู)
ระยะโครงการที่ 2 : กิจกรรมประสานความร่วมมือกับชุมชน


design & technology by getunik.com